เครื่องแต่งกายโขนละคร
 
        ศิลปะการแสดงโขนละครของไทยเรา  เป็นการละเล่นเก่าแก่ที่มีแบบแผนสืบมาช้านาน
ตามหลักฐานปรากฏว่ามีมาแต่ราวพุทธศตวรรษที่  ๒๐  ดังท่านผู้รู้ซึ่งค้นคว้าเรื่องตำราทาง
โขนละครลงความเห็นตรงกันว่า  โขนละครของไทยนั้นน่าจะได้เค้าแบบเรื่องเครื่องแต่ง-
กายมาจากสิ่งต่างๆอันได้แก่

  • ลัทธิศาสนา
  • เครื่องทรงพระมหากษัตริย์
  • ภาพเขียน  ภาพปั้น  และภาพแกะสลัก
 
๑. กำไลเท้า
๒. สนับเพลา
๓. ผ้านุ่ง ในวรรณคดีเรียก ภูษา หรือพระภูษา
๔. ห้อยข้างหรือเจียระบาด หรือชายแครง
๕. เสื้อ ในวรรณคดีเรียก ฉลององค์
๖. รัดสะเอว หรือรัดองค์ หรือรัดพัสตร์
๗. ห้อยหน้าหรือ ชายไหว
๘. สุวรรณกระถอบ
๙. เข็มขัดหรือปั้นเหน่ง
๑๐. กรองคอ หรือนวมคอ ในวรรณคดีเรียก กรองศอ
๑๑. ตาบหน้า หรือตาบทับ ในวรรณคดีเรียกทับทรวง
๑๒. อินทรธนู
๑๓.  พาหุรัด
๑๔. สังวาล
๑๕. ตาบทิศ
๑๖. ชฏา
๑๗. ดอกไม้เพชร(ซ้าย)
๑๘. จอนหู ในวรรณคดี เรียก กรรเจียก หรือกรรเจียกจร
๑๙. ดอกไม้มัด (ขวา )
๒๐. อุบะ หรือพวงดอกไม้(ขวา)
๒๑. ธำมรงค์
๒๒. แหวนรอบ
๒๓. ปะวะหล่ำ
๒๔. กำไลแผง ในวรรคดีเรียก ทองกร
ภาพประกอบจาก nsru.ac.th
 

ความรู้เรื่องนาฏศิลป์ไทย

ฟ้อนเล็บ  »
ฟ้อนเล็บเป็นศิลปะการแสดงที่เป็นเอกลักษณ์ทางภาคเหนือโดยเฉพาะ รูปแบบการฟ้อนมีอยู่ ๒ แบบ คือแบบพื้นเมืองหรือฟ้อนเมือง และแบบคุ้มเจ้าหลวง กระบวนท่ารำเป็นลีลาท่าฟ้อนที่มี
ความงดงามเช่นเดียวกับฟ้อนเทียน เพลงแต่ไม่ถือเทียน นิยมฟ้อนในเวลากลางวัน สำหรับชื่อชุดการแสดงจะมีความหมายตามลักษณะของผู้แสดงที่จะสวมเล็บยาวสีทองทุกนิ้ว ยกเว้นนิ้ว
หัวแม่มือฟ้อนเล็บของกรมศิลปากร ได้รับรูปแบบการฟ้อนจากคุ้มเจ้าหลวง เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ พระราชชายาเจ้าดารารัศมี เป็นผู้ปรับปรุง ซึ่งได้นำมาเผยแพร่ที่กรุงเทพมหานคร
ในคราว สมโภชพระเศวตคชเดชน์ดิลก ช้างเผือกในรัชกาลที่ ๗ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๐ นางลมุล ยมะคุปต์ ผู้เชี่ยวชาญการสอนนาฏศิลป์ไทย วิทยาลัยนาฏศิลป กรมศิลปากร ได้นำมา
ฝึกให้ละครคณะหลวงในรัชกาลที่ ๗ และถ่ายทอดให้เป็นชุดการแสดงของกรมศิลปากรโดยมีเนื้อร้องประกอบการแสดง เพื่อเป็นการบวงสรวงหรือฟ้อนต้อนรับตามประเพณีทาง
ภาคเหนือ

ฟ้อนเทียน »
 เป็นการฟ้อนของชาวไทยภาคเหนือ ผู้ฟ้อนถือเทียนจุดไฟมือละเล่มทั้งสองมือตามปกติใช้ฟ้อนในที่กลางแจ้ง ในเวลากลางคืน ความสวยงามอยู่ที่ใช้ผู้ฟ้อนเป็นจำนวนมาก และแสดงเทียน
ที่เป็นประกายขณะที่เคลื่อนไหวไปตามลีลาของเสียงเพลง การฟ้อนนี้แต่เดิมมาคงใช้เป็นการฟ้อนสักการะบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และพิธีสำคัญในคุ้มเจ้าหลวง พระราชชายาเจ้าดารารัศมี 
ทรงให้ครูฟ้อนในคุ้มปรับปรุงรูปแบบขึ้น และให้ฟ้อนถวายพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว คราวเสด็จประพาสมณฑลพายัพ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๙ ต่อมา นางลมุล ยมะคุปต์ ผู้เชี่ยวชาญการ
สอนนาฏศิลป์ วิทยาลัยนาฏศิลป์ กรมศิลปากร ได้ฝึกหัดจดจำนำมาถ่ายทอดให้กับศิลปินและนักเรียนของกรมศิลปากรสืบมา
ดนตรีประกอบการแสดงฟ้อนเทียนนี้ ใช้วงดนตรีพื้นเมืองหรือวงปี่พาทย์ บาทร้องเป็นบทพระนิพนธ์ของพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ต่อมาภายหลัง นายมนตรี ตราโมท ผู้เชี่ยวชาญด้าน
ดุริยางค์ไทย กรมศิลปากร และศิลปินแห่งชาติ ได้ประพันธ์ขึ้นใหม่ ประกอบด้วย บทเกริ่นทำนองโยนก ซอยิ้น และจ้อยเชียงแสน
การแต่งกาย แต่งกายตามแบบกุลสตรีชาวเหนือ นุ่งซิ่นป้ายลายขวาง สวมเสื้อแขนกระบอก ห่มสไบ มุ่นผมประดับดอกไม้ ถ้าเป็นแบบแผนของคุ้มเจ้าหลวง ผู้แสดงต้องสวมกำไลเท้า 

ฟ้อนกลายลาย »
 (อ่านฟ้อนก๋ายลาย)หรือฟ้อนเมืองกลายลาย ชื่อของการฟ้อนแบบนี้ น่าจะหมายถึงฟ้อนพื้นบ้านที่มีการปรับปรุงเปลี่ยนท่าฟ้อนโดยนำลีลาท่าฟ้อนเชิง (ลาย) เข้าไปผสมผสานกับท่าฟ้อนรำ
ทั้งนี้เพระ ฟ้อนเมือง หมายถึง การฟ้อนพื้นเมืองล้านนากลายหมายถึงการเปลี่ยนแปลง (ลีลาท่าฟ้อน) และ ลาย มีความหมายเช่นเดียวกับคำว่า เชิง ในที่นี้หมายถึงลีลาการร่ายรำ ซึ่งเป็นส่วน
หนึ่งของศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวของชาวล้านนา

ระบำเก็บใบชา »
เป็นการแสดงที่สะท้อนให้เห็นวิถีชีวิตของชาวเขาที่อาศัยอยู่ตอนเหนือของไทยลักษณะการแสดง สะท้อนให้เห็นกรรมวิธีในการเก็บใบชา เริ่มตั้งแต่เช้าตรู่ ออกเดินทางไปเก็บใบชาตามไหล่เขา
นำมาเลือกใบและผึ่งแดด ขณะที่รอให้ใบชาแห้งต่างก็รื่นเริงสนุกสนา จวบจนเวลาเย็นจึงเก็บใบชาและ เดินทางกลับสู่ที่พัก ผู้แสดงจะแต่งกายเลียนแบบชาวเขา 

ฟ้อนผาง  »
ฟ้อนผางเป็นการแสดงที่กำเนิดมาจากพิธีกรรมความเชื่อเรื่องการจุดผางเพื่อให้แสงสว่างในชีวิตประจำวันหรือใช้จุดบูชาต่อองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า   รวมทั้งเหล่าเทพยดาประจำทิศต่างๆ
ตามความศรัทธาของชาวไทลื้อซึ่งจะกระทำในงานประเพณียี่เป็ง

ฟ้อนสาวไหม »
เป็นการแสดงถึงขั้นตอนการทอผ้าไหมของหญิงสาวชาวเหนือ อันสะท้อนถึงอาชีพของหญิงสาวชาวเหนือ 

ตังหวาย  »                             
เป็นการรำเพื่อบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือเพื่อขอขมา  เครื่องดนตรีที่ใช้เดิมมีไม่กี่ชิ้น คือ แคน พิณ ซอ ไม้กรับ และต่อมา วิทยาลัยนาฏศิลปะร้อยเอ็ดได้นำเครื่องดนตรี คือโปงลาง มาเพิ่มขึ้นอีก
เพื่อความไพเราะสนุกสนานมากยิ่งขึ้น  เวลาแสดงพวกหนึ่งดนตรีอีกพวกหนึ่ง รำตามทำนอง ส่วนอีกพวกหนึ่งรำตามบทร้อง ให้เข้าจังหวะสอดคล้องกัน ผู้ชมบางครั้งจะตบมือตามจังหวะและ
ใส่สร้อยให้เป็น จังหวะด้วยคำว่า “เยือกเยือก” ซึ่งแปลว่าเป็นระเบียบพร้อมเพรียง   การแสดงชุดนี้เหมาะสมกับงานมงคล รื่นเริง

ไทภูเขา »                
การแสดงชุดนี้ จัดขึ้นเพื่อจำลองชีวิตความเป็นอยู่ของชาวไทยภูเขาหรือชาวไทยที่อยู่บนภูเขานั้นเอง  ชีวิตเป็นอยู่ของชาวไทยภูเขามีความเป็นอยู่แบบเรียบง่ายๆรักอิสระ หญิง-ชาย
ช่วยกันทำมาหากิน โดยเช้าตรู่จะเดินจากบ้านไปหาอาหารสำหรับครอบครัว ซึ่งได้แก่ การไปขุดหน่อไม้ เก็บผักหวาน ใบย่านางมาประกอบอาหาร    การแสดงชุดนี้เหมาะสมกับงานมงคล
รื่นเริง ฉลอง

บายศรี »                 
เป็นฟ้อนที่สวยงามอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งใช้ในพิธีบายศรีสู่ขวัญหรือเชิญขวัญในการต้อนรับแขกเมืองหรือแขกสำคัญ ประเพณีการบายศรีสู่ขวัญเข้าใจว่าไทยได้มาจากลาวแต่ฟ้อนบายศรีนั้น
ไทยคิดท่ารำขึ้นเอง เพราะถ้าเป็นของลาวจะมีการเซิ้งรับในพิธีบายศรี เมื่อมีแขกเมืองหรือแขกเกียรติยศมาจะมีการจัดต้อนรับโดยจัดพิธีบายศรีเชิญขวัญ โดยนำใบตองมาเย็บเป็น
บายศรีอย่างสวยงามประดับด้วยดอกไม้และเครื่องหอม มีอาหารจัดทำพิเศษสำหรับเชิญขวัญ มีด้ายสายสิญจน์สำหรับผูกข้อมือ ซึ่งจะให้ผู้เฒ่าผู้หรือผู้ทรงคุณวุฒิ วัยวุฒิ และเข้าใจพิธี
ทำการเชิญขวัญและผูกข้อมือแขกเมือง หลังจากนั้นก็จะมีการฟ้อนบายศรีและกินเลี้ยงตามประเพณี

โปงลาง  »               
เป็นการฟ้อนที่ใช้ประกอบการแสดงดนตรีพื้นเมือง “โปงลาง” ดนตรีโปงลางนั้นเพลงที่ใช้บรรเลงจะเรียกว่าลาย ลายต่างๆ นำมาจากการเลียนเสียงธรรมชาติ  และความประทับใจจากชีวิต
ธรรมชาติเกิดขึ้นครั้งแรกทางจังหวัดกาฬสินธุ์ ท่าฟ้อนที่ใช้จินตนาการให้เหมาะสมกับเรื่องราวของทำนองเพลงให้มากที่สุด และเน้นความพร้อมเพรียงสวยงาม ลายต่างๆ ที่ใช้ประกอบ
การฟ้อนได้แก่ลายลมพัดพร้าว ลายโปงลาง ลายนกไซบินข้ามทุ่ง เป็นต้น การแสดงชุดนี้เหมาะกับการแสดงในงานมงคล

ภูไท  »                     
การฟ้อนภูไทนี้เป็นการละเล่นอย่างหนึ่งของชาวผู้ไท เดิมทีนั้นการร่ายรำแบบนี้เป็นการรำเพื่อถวายพระธาตุเชิงชุมแต่อย่างเดียว ต่อมาได้ใช้ในงานแสดงในงานสนุกสนานรื่นเริงต่างๆ
ด้วยการฟ้อนภูไทหรือผู้ไทย บางครั้งจะใช้ทั้งชายและหญิงคู่กัน แต่บางครั้งก็ใช้ผู้แสดงฟ้อนล้วนๆตามลักษณะเนื้อร้อง การแสดงชุดนี้เหมาะกับงานมงคล

ภูไท 3 เผ่า  »          
ในปี พ.ศ.2522 วิทยาลัยนาฏศิลป์ร้อยเอ็ด กรมศิลปากรมีนโยบายอนุรักษ์ พัฒนาและเผยแพร่ขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมของชาวอีสาน จึงได้ส่งคณาจารย์ฝ่ายศิลปะพื้นเมือง
ออกทำการเก็บข้อมูลภาคสนามพร้อมด้วยนักเรียนจำนวนหนึ่งและได้นำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์ปรับปรุงพัฒนาโดยรวบรวมท่าฟ้อนรำทั้งหมด ดนตรี การแต่งกายนำมาประดิษฐ์ปรับปรุง
การแสดงของการชาวภูไท 3 เผ่า มาเป็นชุดเดียวกันมีความหมายเป็นไปในการสร้างสรรค์ ความเสียสละ ความเสียสละ ความสามัคคี การต่อสู้สะท้อนให้เห็นศิลปวัฒนธรรมเอกลักษณ์ของ
ชาวภูไททั้งหมด เครื่องดนตรีที่ใช้บรรเลงในการแสดงได้แก่ แคน พิณ โปงลาง โหวด และเครื่องประกอบจังหวะ  จัดแสดงในงานมงคล รื่นเริง ต่างๆ

มโนราห์เล่นน้ำ  »
มโนราห์เล่นน้ำ คือตอนหนึ่งของนิทานเล่า ซึ่งเป็นเรื่องของทุกภาคที่รู้จักกันดี แต่ตามชื่อเรื่องของชาวอีสานที่เล่ากันนี้มีชื่อว่า ท้าวสีทน นางมโนราห์ซึ่งไปยกเอาตอนหนึ่ง
ไปยกเอาตอนหนึ่งในเรื่องมาแสดงคือ ตอนนางมโนราห์ไปอาบน้ำพร้อมกับพี่ทั้งหก และนางได้ไปติดบ่วงนายพรานเข้า พวกพี่ทั้งหกตกใจกลัวแต่ช่วยอะไรนางไม่ได้จึงได้บินกลับคืนเขา
ไกรลาศ ซึ่งเหลือแต่นางมโนราห์คนเดียวที่ติดบ่วงของนายพราน ทำนองดนตรีของการแสดงชุดนี้ให้ชื่อว่า ลายลำเพลิน ซึ่งเป็นลายทำนองเพลงที่มีจังหวะและทำนองสนุกสนานและรวดเร็ว
บรรเลงด้วยวงดนตรีอีสาน เหมาะกับงานมงคล รื่นเริง

ดึงครกดึงสาก  »   
พิธีดึงครกดึงสาก เป็นพิธีทางไสยศาสตร์ที่กระทำเพื่อขอฝน โดยมีครกมีสากตำข้าวเป็นอุปกรณ์สำคัญ พิธีดึงครกดึงสากกระทำกันดังนี้ คือ เอาครก และสากผูกด้วยเชือกอย่างละเส้น
แบ่งผู้ดึงให้เท่ากัน จะเป็นหญิงหรือชายก็ตามจะต้องแบ่งจำนวนคนให้เท่ากัน จับปลายเชือกคนละด้านแต่งเครื่องคล้ายขันหัวสากการบูชาเทวดาขอฝน ตั้งจิตอธิษฐานว่าถ้าฝนตก
ขอให้ฝ่ายหญิงเป็นผู้แพ้ (ชนะ) ถ้าฝนจะแล้งขอให้ฝ่ายชายเป็นผู้แพ้ (ชนะ) จากนั้นเริ่มดึงครกดึงสาก จนปรากฏว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแพ้(ชนะ) ชาวอีสานจึงเชื่อว่าฝนฟ้าปีนั้นจะเป็น
ไปตามการตั้งจิตอธิษฐาน จากพิธีกรรมดังกล่าวคณาจารย์ฝ่ายศิลปะพื้นเมือง วิทยาลัยนาฏศิลป์ร้อยเอ็ด จึงได้คิดประดิษฐ์ท่ารำ ซึ่งใช้ท่าในแม่ท่าของอีสาน มาผสมผสานกับท่าทาง
ที่เป็นไปตามธรรมชาติ และคิดลายทำนองเพลงมาปรับปรุง ตกแต่งให้เกิดความกลมกลืน และเหมาะสมในรูปแบบของศิลปะ สะท้อนให้เห็นพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ของชาวอีสานเป็นชุด
การฟ้อนดึงครกดึงสาก

โก๋ยมือ  »
ชาวไทอีสานจะยึดมั่นในพระพุทธศาสนา และปฏิบัติตามฮีต 12 คอง 14  กันสืบมา ฮีตที่ 4. บุญผะเหวด หรือ บุญเดือนสี่ เป็นบุญที่มีการเทศน์พระเวส  หรือ มหาชาติ เรียกว่า
บุญผะเหวด ซึ่งหนังสือมหาชาติ หรือ พระเวสสันดรชาดกแสดงถึงจริยวัตรของพระพุทธเจ้าคราวพระองค์เสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดร เป็นหนังสือเรื่องยาว 13 ผูก
ในช่วงเดือนสี่ในทุกๆปีจะมีงานประเพณีบุญมหาชาติหรือบุญผะเหวด ซึ่งในงานจะมีการแห่ผะเหวดเข้าเมือง ซึ่งชาวภูไท ในอำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ได้จัดพิธี
อย่างยิ่งใหญ่ และจะมีการจัดขบวนฟ้อนรำซึ่งแสดงออกถึงความดีใจ ความรื่นเริงสนุกสนาน เป็นการฟ้อนนำหน้าขบวนเพื่อต้อนรับผะเหวดที่แห่เข้ามาสู่เมือง

ภาคกลาง

กลองยาว(รำเถิดเทิง)  »     
รำเถิดเทิงกลองยาว เป็นการแสดงที่ปรับปรุงให้เป็นแบบแผนโดยพัฒนาจากการแสดงกลองยาวพื้นบ้าน รำเถิดเทิงกลองยาวเน้นที่จังหวะกลอง และลีลาท่ารำ
ท่าเต้น ผู้ปรับปรุงให้เป็นแบบแผนคือคุณหญิงแผ้ว สนิทวงศ์เสนีย์  อาจารย์ลมุล ยมะคุปต์ อาจารย์มนตรี ตราโมท ในการแสดงนั้นผู้ชายจะตีกลองระบำคู่กับผู้หญิง
และมีผู้ชายอีกพวกหนึ่งยืนประกอบจังหวะ พร้อมด้วยฉิ่ง ฉาบ กรับ โหม่ง


ระบำฉิ่ง  »                              
ฉิ่งเป็นเครื่องดนตรีที่นิยมใช้มากเกือบทั่วโลก โดยเฉพาะทางภาคเอเชีย การฟ้อนรำกับฉิ่ง หรือตีฉิ่งประกอบการฟ้อนรำ

ระบำกรับ  »          
เป็นการร่ายรำชนิดหนึ่งที่ใช้ผู้แสดงเป็นหมู่  โดยผู้แสดงมีกรับอยู่ในมือ  จะทำท่ารำเข้าจังหวะกับการตีกรับ  ลีลาท่ารำของระบำกรับนั้นเรียบร้อย แช่มช้า  นุ่มนวล  ไม่โลดโผน 
เป็นการแสดงออกให้รู้ถึงความสนุกสนานเบิกบานใจ ในช่วงแรกจะเป็นจังหวะช้า แล้วจึงเปลี่ยนเป็นจังหวะเร็วในตอนท้ายเพลงเหมาะสมกับท่วงทำนองเพลงและการแต่งกาย ซึ่งแต่งกาย
แบบสตรีสูงศักดิ์ สมัยต้นผู้ประดิษฐ์ท่ารำคือ คุณครูลมุล  ยมะคุปต์ ร่วมกับคุณครูเฉลย  ศุขะวณิช ได้จัดแสดงครั้งแรกในงานเลี้ยงรับรองคณะโครงการเรือเยาวชน ณ ทำเนียบรัฐบาล
เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2524

ภาคใต้

ชนไก่  »                 
เป็นระบำมรดกใต้ชุดที่ 8ประดิษฐ์ท่ารำขึ้นโดยนักศึกษาวิชาเอกนาฏศิลป์ วิทยาลัยครูสงขลารุ่นที่ 8 ปีการศึกษา 2530 โดยนำเอาอากัปกิริยาของไก่ชน เช่น การเดิน การยืน การใช้ปีกหาง
การคุ้ยเขี่ยอาหาร การขัน ตลอดจนลีลาการต่อสู้กันเพื่อความเป็นผู้ชนะ ท่ารำ เหล่านี้ได้เรียงลำดับเป็นขั้นตอนของการชนไก่ เครื่องดนตรี ประกอบการแสดงได้แก่ กลอง โหม่ง กรับ ฉิ่ง ปี่
บทเพลงที่ใช้คือเพลงลาวจ้อย เพลงโค

ตารีกีปัส » 
การแสดงชุดตารีกีปัส เป็นการแสดงที่อาศัยพัด เป็นองค์ประกอบสำคัญการแสดงชุดนี้จัดเป็นการแสดงชุดหนึ่งที่แพร่หลายอยู่ในชาวไทยมุสลิม โดยเฉพาะในจังหวัดปัตตานี และได้ทำ
ชื่อเสียงให้กับจังหวัดปัตตานี ลีลาของการแสดง อาจจะมีการพลิกแพลงแตกต่างกันไปสำหรับการแสดงไวโอลิน แมนดาลิน ขลุ่ย รำมะนา ฆ้อง มาลากัส บทเพลงที่ใช้ประกอบการแสดง
“เพลงตาลีกีปัส”เป็นเพลงที่ไม่มีเนื้อร้อง บรรเลงดนตรีล้วนๆ มีท่วงทำนองไพเราะอ่อนหวาน สนุกสนานเร้าใจ ความไพเราะของเพลง  “ตารีกีปัส”อยู่ที่การ Solo เสียงดนตรีแต่ละชนิด

ตารีบุหงารำไป »  
เป็นระบำที่แสดงการเฉลิมฉลองพิธีการ จัดในงานมหกรรมทางศาสนาของชาวภาคใต้ที่นับถือศาสนาอิสลาม อาทิ งานแห่นก แต่งงาน เข้าสุหนัต มือทั้งสองของผู้แสดงจะถือถาดดอกไม้
สำหรับ เข้าร่วมขบวน แห่ดอกไม้จะมี 2 ชนิด คือ บุหงารำไป และบุหงาอาไร ลีลาของท่ารำ จะมีท่วงทีที่รวดเร็ว และว่องไว อันแสดงถึงการมาในบริเวณพิธีการเฉลิมฉลองนั้นให้ทันเวลา

ปาเต๊ะ »               
ระบำชุดนี้ได้นำเอาขั้นตอนการทำปาเต๊ะมาประยุกต์ดัดแปลงประกอบเข้ากับท่ารำเต้นของพื้นเมืองภาคใต้ ในการแสดงนั้นจะเริ่มจากการแบกภาชนะใส่เทียนไปเคี่ยวบนไฟจนร้อน การถือกรอบ
ไม้ออกมาขึงผ้า เขียนลาย การย้อมผ้าและจะจบลงด้วยทุกกลุมออกมาร่วมเริงระบำกันอย่างสนุกสนานด้วยความพอใจในชุดผ้าปาเต๊ะอันสวยงาม

อวยพร

กฤดาภินิหาร »
เป็นระบำเทพบุตรนางฟ้าอีกชุดหนึ่งที่อยู่ในละครเรื่องเกียรติศักดิ์ของไทย ซึ่งกรมศิลปากรนำออกแสดงเมื่อ พ.ศ.  2486 บทร้องกล่าวถึงเทพบุตรนางฟ้า เมื่อทราบถึงกฤดาภินิหาร
ของชาติไทยในสมัยนั้นแล้ว ก็บังเกิดความชื่นชมโสมนัส ชวนกันแซ่ซ้องสาธุการ ขับรำระบำกันอย่างรื่นเริงสนุกสนานและโปรยดอกไม้อวยชัยให้พรแก่เมืองไทยด้วยความยินดี
ผู้แต่งบทร้องสุดาบุษปฤกษ์ ผู้ประดิษฐ์ท่ารำ คือ คุณครูลมุล ยมะคุปต์ ร่วมคิดท่ารำ กับหม่อมครูต่วน ภัทรนาวิก เพื่อใช้ประกอบการแสดงละครเกียรติศักดิ์ของไทย

เทพบันเทิง  »       
เป็นระบำเทพบุตรนางฟ้า ฟ้อนรำบำเรอองค์ปะตาระกาหลา ในละครเรื่องอิเหนา ตอน    ลมหอบ ซึ่งกรมศิลปากรนำออกแสดงให้ประชาชน เมื่อ พ.ศ. 2499 เพลงที่ใช้ในระบำเทพบันเทิงคือ
เพลงแขกเชิญเจ้า กับเพลงยะวาเร็ว นายมนตรี  ตราโมทย์ เป็นผู้แต่งบทร้อง

ชุดเครื่อง »

โขน ชุดพระรามตามกวาง  »             
เป็นการแสดงรำคู่ระหว่างพระรามกับกวางทองซึ่งอยู่ในโขนเรื่องรามเกียรติ์ ตอน ลักสีดา

หนุมานจับนางเบญกาย  »
การแสดงชุดนี้ตัดตอนมาจากโขนเรื่องรามเกียรติ์ ชุดนางลอย ดำเนินเรื่องว่าทศกัณฐ์ต้องการที่จะตัดศึกสงครามกับพระราม – พระลักษณ์ ในเรื่องนางสีดา จึงสั่งนางเบญกาย
ซึ่งเป็นธิดาของพิเภกน้องชายของตนเองกับนางตรีชฎาให้แปลงกายเป็นนางสีดา เพื่อไปลวงล่อฝ่ายพระรามให้เข้าใจผิดจำได้ยกทัพกลับ แต่เหตุการณ์กลับเปลี่ยนไป เนื่องจากหนุมาน
มีความสงสัยในตัวนางสีดาที่ลอยน้ำมาจึงขออนุญาตพระรามนำนางสีดาขึ้นเผาไฟ โดยตนเองเอาชีวิตเป็นประกันในการทำเช่นนี้ฝ่ายนางเบญกาย เมื่อถูกหนุมานนำขึ้นเผาไฟจึงทน
ความร้อนไม่ได้ ได้เหาะหนีตามเปลวควันไฟไป แต่ก็ไม่พ้นจากสายตาของ      หนุมาน หนุมานจึงเหาะไล่ติดตามนางเบญกายไป

หนุมานจับนางสุพรรณมัจฉา  »       
การแสดงชุดนี้ตัดตอนมาจากโขนเรื่องรามเกียรติ์ ตอน จองถนน โดยดำเนินเรื่องว่าพระรามทรงใช้ให้สุครีพคุมพลวานรไปจองถนนเพื่อจะข้ามพลไปกรุงลงกา ในขณะที่พลวานรกำลัง
ขนหินจองถนนอยู่นั้น ทศกัณฐ์ใช้ให้นางสุพรรณมัจฉาซึ่งเป็นธิดานำฝูงปลามาขนก้อนหินไปทิ้งที่ทะเลลึก สุครีพสงสัยที่ก้อนหินหายไปจึงสั่งให้หนุมานดำลงไปดู หนุมานประดานน้ำลง
ไปพบนางสุพรรณมัจฉาจึงตรงเข้าจับ นับเป็นการแสดงที่น่าชม เหมาะกับทุกโอกาส

รามสูร-เมขลา  » 
เป็นการแสดงระบำเบิกโรงดำบรรพ์ในรัชกาลที่ 5 ตัดตอนจากรามเกียรติ์ ภาคสวรรค์ กล่าวถึงนางมณีเมขลาเป็นผู้รักษาท้องมหาสมุทร มีอาวุธคือดวงแก้ววิเศษไปร่วมพิธีรื่นเริง ในงาน
วสันตฤดู ซึ่งบรรดาเทพบุตรนางฟ้าต่างพากันมาร่วมฟ้อนรำเป็นที่เบิกบานใจ รามสูรเป็นยักษ์ซึ่งเป็นที่โปรดปรานแห่งพระอิศวรมาร่วมพิธีด้วย เกิดความพอใจในดวงแก้วมณีของ
นางเมขลาจึงเข้าไปขอ นางเมขลาจึงเข้าไปขอ นางเมขลาไม่ยอมให้จึงเกิดการแย่งชิงแก้วมณีกัน อรชุนเทพเข้าขัดขวางจึงถูกรามสูรจับฟาดเขาพระสุเมรุตาย ผู้แสดงระบำชุดนี้นิยม
แสดงเพียง 2 ตัว รามสูรและนางเมขลาเท่านั้น การแสดงชุดนี้เป็นการแสดงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติเกี่ยวกับฟ้าร้อง- ฟ้าแลบ

พระลอตามไก่  » 
พระลอตามไก่ แสดงให้เห็นลีลาท่ารำอันสง่างาม และอ่อนช้อยของการไล่ติดตามกันระหว่างพระลอกับไก่แก้ว

ฉุยฉายกิ่งไม้เงินทอง »      
เป็นการรำเบิกโรง

มโนราห์บูชายัญ »
รำมโนราห์บูชายัญ เป็นการแสดงท่ารำของนางมโนราห์ ก่อนที่จะถูกบูชายัญ อันเป็นการรำที่แทรกอยู่ในละครเรื่อง มโนราห์ ฉากที่ 3 ฉากหน้าพระลาน เหมาะกับการแสดงในทุกโอกาส

กินรีร่อน  »          
การแสดงชุดนี้เดิมทีเดียวอยู่ในละครเรื่องมโนราห์ ซึ่งกรมศิลปากรได้เคยจัดแสดงแก่ประชาชน คุณหญิงแผ้ว  สนิทวงศ์เสนี ผู้เชี่ยวชาญนาฏศิลป์ไทย ของกรมศิลปากร ได้ปรับปรุงและ
ประดิษฐ์ ท่ารำให้ประณีตสวยงาม และกะทัดรัดเหมาะแก่ผู้ชมซึ่งเป็นทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

 
   
» ใบงาน ออกแบบสร้างสรรค์เครื่องแต่งกาย » ใบงานภาษาท่า
» ใบงานตั้งวงดนตรี-โครงงาน » ใบงานออกแบบเครื่องดนตรี
» ใบงานเทคนิคการสร้างสรรค์งานดนตรีและศิลปแขนงอื่น » ใบงานอัตราจังหวะเพลง
» ใบงานประพันธ์เพลง