ความรู้เรื่องนาฏศิลป์ไทย
ฟ้อนเล็บ »
ฟ้อนเล็บเป็นศิลปะการแสดงที่เป็นเอกลักษณ์ทางภาคเหนือโดยเฉพาะ รูปแบบการฟ้อนมีอยู่ ๒ แบบ คือแบบพื้นเมืองหรือฟ้อนเมือง และแบบคุ้มเจ้าหลวง กระบวนท่ารำเป็นลีลาท่าฟ้อนที่มี
ความงดงามเช่นเดียวกับฟ้อนเทียน เพลงแต่ไม่ถือเทียน นิยมฟ้อนในเวลากลางวัน สำหรับชื่อชุดการแสดงจะมีความหมายตามลักษณะของผู้แสดงที่จะสวมเล็บยาวสีทองทุกนิ้ว ยกเว้นนิ้ว
หัวแม่มือฟ้อนเล็บของกรมศิลปากร ได้รับรูปแบบการฟ้อนจากคุ้มเจ้าหลวง เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ พระราชชายาเจ้าดารารัศมี เป็นผู้ปรับปรุง ซึ่งได้นำมาเผยแพร่ที่กรุงเทพมหานคร
ในคราว สมโภชพระเศวตคชเดชน์ดิลก ช้างเผือกในรัชกาลที่ ๗ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๐ นางลมุล ยมะคุปต์ ผู้เชี่ยวชาญการสอนนาฏศิลป์ไทย วิทยาลัยนาฏศิลป กรมศิลปากร ได้นำมา
ฝึกให้ละครคณะหลวงในรัชกาลที่ ๗ และถ่ายทอดให้เป็นชุดการแสดงของกรมศิลปากรโดยมีเนื้อร้องประกอบการแสดง เพื่อเป็นการบวงสรวงหรือฟ้อนต้อนรับตามประเพณีทาง
ภาคเหนือ
ฟ้อนเทียน »
เป็นการฟ้อนของชาวไทยภาคเหนือ ผู้ฟ้อนถือเทียนจุดไฟมือละเล่มทั้งสองมือตามปกติใช้ฟ้อนในที่กลางแจ้ง ในเวลากลางคืน ความสวยงามอยู่ที่ใช้ผู้ฟ้อนเป็นจำนวนมาก และแสดงเทียน
ที่เป็นประกายขณะที่เคลื่อนไหวไปตามลีลาของเสียงเพลง การฟ้อนนี้แต่เดิมมาคงใช้เป็นการฟ้อนสักการะบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และพิธีสำคัญในคุ้มเจ้าหลวง พระราชชายาเจ้าดารารัศมี
ทรงให้ครูฟ้อนในคุ้มปรับปรุงรูปแบบขึ้น และให้ฟ้อนถวายพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว คราวเสด็จประพาสมณฑลพายัพ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๙ ต่อมา นางลมุล ยมะคุปต์ ผู้เชี่ยวชาญการ
สอนนาฏศิลป์ วิทยาลัยนาฏศิลป์ กรมศิลปากร ได้ฝึกหัดจดจำนำมาถ่ายทอดให้กับศิลปินและนักเรียนของกรมศิลปากรสืบมา
ดนตรีประกอบการแสดงฟ้อนเทียนนี้ ใช้วงดนตรีพื้นเมืองหรือวงปี่พาทย์ บาทร้องเป็นบทพระนิพนธ์ของพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ต่อมาภายหลัง นายมนตรี ตราโมท ผู้เชี่ยวชาญด้าน
ดุริยางค์ไทย กรมศิลปากร และศิลปินแห่งชาติ ได้ประพันธ์ขึ้นใหม่ ประกอบด้วย บทเกริ่นทำนองโยนก ซอยิ้น และจ้อยเชียงแสน
การแต่งกาย แต่งกายตามแบบกุลสตรีชาวเหนือ นุ่งซิ่นป้ายลายขวาง สวมเสื้อแขนกระบอก ห่มสไบ มุ่นผมประดับดอกไม้ ถ้าเป็นแบบแผนของคุ้มเจ้าหลวง ผู้แสดงต้องสวมกำไลเท้า
ฟ้อนกลายลาย »
(อ่านฟ้อนก๋ายลาย)หรือฟ้อนเมืองกลายลาย ชื่อของการฟ้อนแบบนี้ น่าจะหมายถึงฟ้อนพื้นบ้านที่มีการปรับปรุงเปลี่ยนท่าฟ้อนโดยนำลีลาท่าฟ้อนเชิง (ลาย) เข้าไปผสมผสานกับท่าฟ้อนรำ
ทั้งนี้เพระ ฟ้อนเมือง หมายถึง การฟ้อนพื้นเมืองล้านนากลายหมายถึงการเปลี่ยนแปลง (ลีลาท่าฟ้อน) และ ลาย มีความหมายเช่นเดียวกับคำว่า เชิง ในที่นี้หมายถึงลีลาการร่ายรำ ซึ่งเป็นส่วน
หนึ่งของศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวของชาวล้านนา
ระบำเก็บใบชา »
เป็นการแสดงที่สะท้อนให้เห็นวิถีชีวิตของชาวเขาที่อาศัยอยู่ตอนเหนือของไทยลักษณะการแสดง สะท้อนให้เห็นกรรมวิธีในการเก็บใบชา เริ่มตั้งแต่เช้าตรู่ ออกเดินทางไปเก็บใบชาตามไหล่เขา
นำมาเลือกใบและผึ่งแดด ขณะที่รอให้ใบชาแห้งต่างก็รื่นเริงสนุกสนา จวบจนเวลาเย็นจึงเก็บใบชาและ เดินทางกลับสู่ที่พัก ผู้แสดงจะแต่งกายเลียนแบบชาวเขา
ฟ้อนผาง »
ฟ้อนผางเป็นการแสดงที่กำเนิดมาจากพิธีกรรมความเชื่อเรื่องการจุดผางเพื่อให้แสงสว่างในชีวิตประจำวันหรือใช้จุดบูชาต่อองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า รวมทั้งเหล่าเทพยดาประจำทิศต่างๆ
ตามความศรัทธาของชาวไทลื้อซึ่งจะกระทำในงานประเพณียี่เป็ง
ฟ้อนสาวไหม »
เป็นการแสดงถึงขั้นตอนการทอผ้าไหมของหญิงสาวชาวเหนือ อันสะท้อนถึงอาชีพของหญิงสาวชาวเหนือ
ตังหวาย »
เป็นการรำเพื่อบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือเพื่อขอขมา เครื่องดนตรีที่ใช้เดิมมีไม่กี่ชิ้น คือ แคน พิณ ซอ ไม้กรับ และต่อมา วิทยาลัยนาฏศิลปะร้อยเอ็ดได้นำเครื่องดนตรี คือโปงลาง มาเพิ่มขึ้นอีก
เพื่อความไพเราะสนุกสนานมากยิ่งขึ้น เวลาแสดงพวกหนึ่งดนตรีอีกพวกหนึ่ง รำตามทำนอง ส่วนอีกพวกหนึ่งรำตามบทร้อง ให้เข้าจังหวะสอดคล้องกัน ผู้ชมบางครั้งจะตบมือตามจังหวะและ
ใส่สร้อยให้เป็น จังหวะด้วยคำว่า “เยือกเยือก” ซึ่งแปลว่าเป็นระเบียบพร้อมเพรียง การแสดงชุดนี้เหมาะสมกับงานมงคล รื่นเริง
ไทภูเขา »
การแสดงชุดนี้ จัดขึ้นเพื่อจำลองชีวิตความเป็นอยู่ของชาวไทยภูเขาหรือชาวไทยที่อยู่บนภูเขานั้นเอง ชีวิตเป็นอยู่ของชาวไทยภูเขามีความเป็นอยู่แบบเรียบง่ายๆรักอิสระ หญิง-ชาย
ช่วยกันทำมาหากิน โดยเช้าตรู่จะเดินจากบ้านไปหาอาหารสำหรับครอบครัว ซึ่งได้แก่ การไปขุดหน่อไม้ เก็บผักหวาน ใบย่านางมาประกอบอาหาร การแสดงชุดนี้เหมาะสมกับงานมงคล
รื่นเริง ฉลอง
บายศรี »
เป็นฟ้อนที่สวยงามอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งใช้ในพิธีบายศรีสู่ขวัญหรือเชิญขวัญในการต้อนรับแขกเมืองหรือแขกสำคัญ ประเพณีการบายศรีสู่ขวัญเข้าใจว่าไทยได้มาจากลาวแต่ฟ้อนบายศรีนั้น
ไทยคิดท่ารำขึ้นเอง เพราะถ้าเป็นของลาวจะมีการเซิ้งรับในพิธีบายศรี เมื่อมีแขกเมืองหรือแขกเกียรติยศมาจะมีการจัดต้อนรับโดยจัดพิธีบายศรีเชิญขวัญ โดยนำใบตองมาเย็บเป็น
บายศรีอย่างสวยงามประดับด้วยดอกไม้และเครื่องหอม มีอาหารจัดทำพิเศษสำหรับเชิญขวัญ มีด้ายสายสิญจน์สำหรับผูกข้อมือ ซึ่งจะให้ผู้เฒ่าผู้หรือผู้ทรงคุณวุฒิ วัยวุฒิ และเข้าใจพิธี
ทำการเชิญขวัญและผูกข้อมือแขกเมือง หลังจากนั้นก็จะมีการฟ้อนบายศรีและกินเลี้ยงตามประเพณี
โปงลาง »
เป็นการฟ้อนที่ใช้ประกอบการแสดงดนตรีพื้นเมือง “โปงลาง” ดนตรีโปงลางนั้นเพลงที่ใช้บรรเลงจะเรียกว่าลาย ลายต่างๆ นำมาจากการเลียนเสียงธรรมชาติ และความประทับใจจากชีวิต
ธรรมชาติเกิดขึ้นครั้งแรกทางจังหวัดกาฬสินธุ์ ท่าฟ้อนที่ใช้จินตนาการให้เหมาะสมกับเรื่องราวของทำนองเพลงให้มากที่สุด และเน้นความพร้อมเพรียงสวยงาม ลายต่างๆ ที่ใช้ประกอบ
การฟ้อนได้แก่ลายลมพัดพร้าว ลายโปงลาง ลายนกไซบินข้ามทุ่ง เป็นต้น การแสดงชุดนี้เหมาะกับการแสดงในงานมงคล
ภูไท »
การฟ้อนภูไทนี้เป็นการละเล่นอย่างหนึ่งของชาวผู้ไท เดิมทีนั้นการร่ายรำแบบนี้เป็นการรำเพื่อถวายพระธาตุเชิงชุมแต่อย่างเดียว ต่อมาได้ใช้ในงานแสดงในงานสนุกสนานรื่นเริงต่างๆ
ด้วยการฟ้อนภูไทหรือผู้ไทย บางครั้งจะใช้ทั้งชายและหญิงคู่กัน แต่บางครั้งก็ใช้ผู้แสดงฟ้อนล้วนๆตามลักษณะเนื้อร้อง การแสดงชุดนี้เหมาะกับงานมงคล
ภูไท 3 เผ่า »
ในปี พ.ศ.2522 วิทยาลัยนาฏศิลป์ร้อยเอ็ด กรมศิลปากรมีนโยบายอนุรักษ์ พัฒนาและเผยแพร่ขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมของชาวอีสาน จึงได้ส่งคณาจารย์ฝ่ายศิลปะพื้นเมือง
ออกทำการเก็บข้อมูลภาคสนามพร้อมด้วยนักเรียนจำนวนหนึ่งและได้นำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์ปรับปรุงพัฒนาโดยรวบรวมท่าฟ้อนรำทั้งหมด ดนตรี การแต่งกายนำมาประดิษฐ์ปรับปรุง
การแสดงของการชาวภูไท 3 เผ่า มาเป็นชุดเดียวกันมีความหมายเป็นไปในการสร้างสรรค์ ความเสียสละ ความเสียสละ ความสามัคคี การต่อสู้สะท้อนให้เห็นศิลปวัฒนธรรมเอกลักษณ์ของ
ชาวภูไททั้งหมด เครื่องดนตรีที่ใช้บรรเลงในการแสดงได้แก่ แคน พิณ โปงลาง โหวด และเครื่องประกอบจังหวะ จัดแสดงในงานมงคล รื่นเริง ต่างๆ
มโนราห์เล่นน้ำ »
มโนราห์เล่นน้ำ คือตอนหนึ่งของนิทานเล่า ซึ่งเป็นเรื่องของทุกภาคที่รู้จักกันดี แต่ตามชื่อเรื่องของชาวอีสานที่เล่ากันนี้มีชื่อว่า ท้าวสีทน นางมโนราห์ซึ่งไปยกเอาตอนหนึ่ง
ไปยกเอาตอนหนึ่งในเรื่องมาแสดงคือ ตอนนางมโนราห์ไปอาบน้ำพร้อมกับพี่ทั้งหก และนางได้ไปติดบ่วงนายพรานเข้า พวกพี่ทั้งหกตกใจกลัวแต่ช่วยอะไรนางไม่ได้จึงได้บินกลับคืนเขา
ไกรลาศ ซึ่งเหลือแต่นางมโนราห์คนเดียวที่ติดบ่วงของนายพราน ทำนองดนตรีของการแสดงชุดนี้ให้ชื่อว่า ลายลำเพลิน ซึ่งเป็นลายทำนองเพลงที่มีจังหวะและทำนองสนุกสนานและรวดเร็ว
บรรเลงด้วยวงดนตรีอีสาน เหมาะกับงานมงคล รื่นเริง
ดึงครกดึงสาก »
พิธีดึงครกดึงสาก เป็นพิธีทางไสยศาสตร์ที่กระทำเพื่อขอฝน โดยมีครกมีสากตำข้าวเป็นอุปกรณ์สำคัญ พิธีดึงครกดึงสากกระทำกันดังนี้ คือ เอาครก และสากผูกด้วยเชือกอย่างละเส้น
แบ่งผู้ดึงให้เท่ากัน จะเป็นหญิงหรือชายก็ตามจะต้องแบ่งจำนวนคนให้เท่ากัน จับปลายเชือกคนละด้านแต่งเครื่องคล้ายขันหัวสากการบูชาเทวดาขอฝน ตั้งจิตอธิษฐานว่าถ้าฝนตก
ขอให้ฝ่ายหญิงเป็นผู้แพ้ (ชนะ) ถ้าฝนจะแล้งขอให้ฝ่ายชายเป็นผู้แพ้ (ชนะ) จากนั้นเริ่มดึงครกดึงสาก จนปรากฏว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแพ้(ชนะ) ชาวอีสานจึงเชื่อว่าฝนฟ้าปีนั้นจะเป็น
ไปตามการตั้งจิตอธิษฐาน จากพิธีกรรมดังกล่าวคณาจารย์ฝ่ายศิลปะพื้นเมือง วิทยาลัยนาฏศิลป์ร้อยเอ็ด จึงได้คิดประดิษฐ์ท่ารำ ซึ่งใช้ท่าในแม่ท่าของอีสาน มาผสมผสานกับท่าทาง
ที่เป็นไปตามธรรมชาติ และคิดลายทำนองเพลงมาปรับปรุง ตกแต่งให้เกิดความกลมกลืน และเหมาะสมในรูปแบบของศิลปะ สะท้อนให้เห็นพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ของชาวอีสานเป็นชุด
การฟ้อนดึงครกดึงสาก
โก๋ยมือ »
ชาวไทอีสานจะยึดมั่นในพระพุทธศาสนา และปฏิบัติตามฮีต 12 คอง 14 กันสืบมา ฮีตที่ 4. บุญผะเหวด หรือ บุญเดือนสี่ เป็นบุญที่มีการเทศน์พระเวส หรือ มหาชาติ เรียกว่า
บุญผะเหวด ซึ่งหนังสือมหาชาติ หรือ พระเวสสันดรชาดกแสดงถึงจริยวัตรของพระพุทธเจ้าคราวพระองค์เสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดร เป็นหนังสือเรื่องยาว 13 ผูก
ในช่วงเดือนสี่ในทุกๆปีจะมีงานประเพณีบุญมหาชาติหรือบุญผะเหวด ซึ่งในงานจะมีการแห่ผะเหวดเข้าเมือง ซึ่งชาวภูไท ในอำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ได้จัดพิธี
อย่างยิ่งใหญ่ และจะมีการจัดขบวนฟ้อนรำซึ่งแสดงออกถึงความดีใจ ความรื่นเริงสนุกสนาน เป็นการฟ้อนนำหน้าขบวนเพื่อต้อนรับผะเหวดที่แห่เข้ามาสู่เมือง
ภาคกลาง
กลองยาว(รำเถิดเทิง) »
รำเถิดเทิงกลองยาว เป็นการแสดงที่ปรับปรุงให้เป็นแบบแผนโดยพัฒนาจากการแสดงกลองยาวพื้นบ้าน รำเถิดเทิงกลองยาวเน้นที่จังหวะกลอง และลีลาท่ารำ
ท่าเต้น ผู้ปรับปรุงให้เป็นแบบแผนคือคุณหญิงแผ้ว สนิทวงศ์เสนีย์ อาจารย์ลมุล ยมะคุปต์ อาจารย์มนตรี ตราโมท ในการแสดงนั้นผู้ชายจะตีกลองระบำคู่กับผู้หญิง
และมีผู้ชายอีกพวกหนึ่งยืนประกอบจังหวะ พร้อมด้วยฉิ่ง ฉาบ กรับ โหม่ง
ระบำฉิ่ง »
ฉิ่งเป็นเครื่องดนตรีที่นิยมใช้มากเกือบทั่วโลก โดยเฉพาะทางภาคเอเชีย การฟ้อนรำกับฉิ่ง หรือตีฉิ่งประกอบการฟ้อนรำ
ระบำกรับ »
เป็นการร่ายรำชนิดหนึ่งที่ใช้ผู้แสดงเป็นหมู่ โดยผู้แสดงมีกรับอยู่ในมือ จะทำท่ารำเข้าจังหวะกับการตีกรับ ลีลาท่ารำของระบำกรับนั้นเรียบร้อย แช่มช้า นุ่มนวล ไม่โลดโผน
เป็นการแสดงออกให้รู้ถึงความสนุกสนานเบิกบานใจ ในช่วงแรกจะเป็นจังหวะช้า แล้วจึงเปลี่ยนเป็นจังหวะเร็วในตอนท้ายเพลงเหมาะสมกับท่วงทำนองเพลงและการแต่งกาย ซึ่งแต่งกาย
แบบสตรีสูงศักดิ์ สมัยต้นผู้ประดิษฐ์ท่ารำคือ คุณครูลมุล ยมะคุปต์ ร่วมกับคุณครูเฉลย ศุขะวณิช ได้จัดแสดงครั้งแรกในงานเลี้ยงรับรองคณะโครงการเรือเยาวชน ณ ทำเนียบรัฐบาล
เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2524
ภาคใต้
ชนไก่ »
เป็นระบำมรดกใต้ชุดที่ 8ประดิษฐ์ท่ารำขึ้นโดยนักศึกษาวิชาเอกนาฏศิลป์ วิทยาลัยครูสงขลารุ่นที่ 8 ปีการศึกษา 2530 โดยนำเอาอากัปกิริยาของไก่ชน เช่น การเดิน การยืน การใช้ปีกหาง
การคุ้ยเขี่ยอาหาร การขัน ตลอดจนลีลาการต่อสู้กันเพื่อความเป็นผู้ชนะ ท่ารำ เหล่านี้ได้เรียงลำดับเป็นขั้นตอนของการชนไก่ เครื่องดนตรี ประกอบการแสดงได้แก่ กลอง โหม่ง กรับ ฉิ่ง ปี่
บทเพลงที่ใช้คือเพลงลาวจ้อย เพลงโค
ตารีกีปัส »
การแสดงชุดตารีกีปัส เป็นการแสดงที่อาศัยพัด เป็นองค์ประกอบสำคัญการแสดงชุดนี้จัดเป็นการแสดงชุดหนึ่งที่แพร่หลายอยู่ในชาวไทยมุสลิม โดยเฉพาะในจังหวัดปัตตานี และได้ทำ
ชื่อเสียงให้กับจังหวัดปัตตานี ลีลาของการแสดง อาจจะมีการพลิกแพลงแตกต่างกันไปสำหรับการแสดงไวโอลิน แมนดาลิน ขลุ่ย รำมะนา ฆ้อง มาลากัส บทเพลงที่ใช้ประกอบการแสดง
“เพลงตาลีกีปัส”เป็นเพลงที่ไม่มีเนื้อร้อง บรรเลงดนตรีล้วนๆ มีท่วงทำนองไพเราะอ่อนหวาน สนุกสนานเร้าใจ ความไพเราะของเพลง “ตารีกีปัส”อยู่ที่การ Solo เสียงดนตรีแต่ละชนิด
ตารีบุหงารำไป »
เป็นระบำที่แสดงการเฉลิมฉลองพิธีการ จัดในงานมหกรรมทางศาสนาของชาวภาคใต้ที่นับถือศาสนาอิสลาม อาทิ งานแห่นก แต่งงาน เข้าสุหนัต มือทั้งสองของผู้แสดงจะถือถาดดอกไม้
สำหรับ เข้าร่วมขบวน แห่ดอกไม้จะมี 2 ชนิด คือ บุหงารำไป และบุหงาอาไร ลีลาของท่ารำ จะมีท่วงทีที่รวดเร็ว และว่องไว อันแสดงถึงการมาในบริเวณพิธีการเฉลิมฉลองนั้นให้ทันเวลา
ปาเต๊ะ »
ระบำชุดนี้ได้นำเอาขั้นตอนการทำปาเต๊ะมาประยุกต์ดัดแปลงประกอบเข้ากับท่ารำเต้นของพื้นเมืองภาคใต้ ในการแสดงนั้นจะเริ่มจากการแบกภาชนะใส่เทียนไปเคี่ยวบนไฟจนร้อน การถือกรอบ
ไม้ออกมาขึงผ้า เขียนลาย การย้อมผ้าและจะจบลงด้วยทุกกลุมออกมาร่วมเริงระบำกันอย่างสนุกสนานด้วยความพอใจในชุดผ้าปาเต๊ะอันสวยงาม
อวยพร
กฤดาภินิหาร »
เป็นระบำเทพบุตรนางฟ้าอีกชุดหนึ่งที่อยู่ในละครเรื่องเกียรติศักดิ์ของไทย ซึ่งกรมศิลปากรนำออกแสดงเมื่อ พ.ศ. 2486 บทร้องกล่าวถึงเทพบุตรนางฟ้า เมื่อทราบถึงกฤดาภินิหาร
ของชาติไทยในสมัยนั้นแล้ว ก็บังเกิดความชื่นชมโสมนัส ชวนกันแซ่ซ้องสาธุการ ขับรำระบำกันอย่างรื่นเริงสนุกสนานและโปรยดอกไม้อวยชัยให้พรแก่เมืองไทยด้วยความยินดี
ผู้แต่งบทร้องสุดาบุษปฤกษ์ ผู้ประดิษฐ์ท่ารำ คือ คุณครูลมุล ยมะคุปต์ ร่วมคิดท่ารำ กับหม่อมครูต่วน ภัทรนาวิก เพื่อใช้ประกอบการแสดงละครเกียรติศักดิ์ของไทย
เทพบันเทิง »
เป็นระบำเทพบุตรนางฟ้า ฟ้อนรำบำเรอองค์ปะตาระกาหลา ในละครเรื่องอิเหนา ตอน ลมหอบ ซึ่งกรมศิลปากรนำออกแสดงให้ประชาชน เมื่อ พ.ศ. 2499 เพลงที่ใช้ในระบำเทพบันเทิงคือ
เพลงแขกเชิญเจ้า กับเพลงยะวาเร็ว นายมนตรี ตราโมทย์ เป็นผู้แต่งบทร้อง
ชุดเครื่อง »
โขน ชุดพระรามตามกวาง »
เป็นการแสดงรำคู่ระหว่างพระรามกับกวางทองซึ่งอยู่ในโขนเรื่องรามเกียรติ์ ตอน ลักสีดา
หนุมานจับนางเบญกาย »
การแสดงชุดนี้ตัดตอนมาจากโขนเรื่องรามเกียรติ์ ชุดนางลอย ดำเนินเรื่องว่าทศกัณฐ์ต้องการที่จะตัดศึกสงครามกับพระราม – พระลักษณ์ ในเรื่องนางสีดา จึงสั่งนางเบญกาย
ซึ่งเป็นธิดาของพิเภกน้องชายของตนเองกับนางตรีชฎาให้แปลงกายเป็นนางสีดา เพื่อไปลวงล่อฝ่ายพระรามให้เข้าใจผิดจำได้ยกทัพกลับ แต่เหตุการณ์กลับเปลี่ยนไป เนื่องจากหนุมาน
มีความสงสัยในตัวนางสีดาที่ลอยน้ำมาจึงขออนุญาตพระรามนำนางสีดาขึ้นเผาไฟ โดยตนเองเอาชีวิตเป็นประกันในการทำเช่นนี้ฝ่ายนางเบญกาย เมื่อถูกหนุมานนำขึ้นเผาไฟจึงทน
ความร้อนไม่ได้ ได้เหาะหนีตามเปลวควันไฟไป แต่ก็ไม่พ้นจากสายตาของ หนุมาน หนุมานจึงเหาะไล่ติดตามนางเบญกายไป
หนุมานจับนางสุพรรณมัจฉา »
การแสดงชุดนี้ตัดตอนมาจากโขนเรื่องรามเกียรติ์ ตอน จองถนน โดยดำเนินเรื่องว่าพระรามทรงใช้ให้สุครีพคุมพลวานรไปจองถนนเพื่อจะข้ามพลไปกรุงลงกา ในขณะที่พลวานรกำลัง
ขนหินจองถนนอยู่นั้น ทศกัณฐ์ใช้ให้นางสุพรรณมัจฉาซึ่งเป็นธิดานำฝูงปลามาขนก้อนหินไปทิ้งที่ทะเลลึก สุครีพสงสัยที่ก้อนหินหายไปจึงสั่งให้หนุมานดำลงไปดู หนุมานประดานน้ำลง
ไปพบนางสุพรรณมัจฉาจึงตรงเข้าจับ นับเป็นการแสดงที่น่าชม เหมาะกับทุกโอกาส
รามสูร-เมขลา »
เป็นการแสดงระบำเบิกโรงดำบรรพ์ในรัชกาลที่ 5 ตัดตอนจากรามเกียรติ์ ภาคสวรรค์ กล่าวถึงนางมณีเมขลาเป็นผู้รักษาท้องมหาสมุทร มีอาวุธคือดวงแก้ววิเศษไปร่วมพิธีรื่นเริง ในงาน
วสันตฤดู ซึ่งบรรดาเทพบุตรนางฟ้าต่างพากันมาร่วมฟ้อนรำเป็นที่เบิกบานใจ รามสูรเป็นยักษ์ซึ่งเป็นที่โปรดปรานแห่งพระอิศวรมาร่วมพิธีด้วย เกิดความพอใจในดวงแก้วมณีของ
นางเมขลาจึงเข้าไปขอ นางเมขลาจึงเข้าไปขอ นางเมขลาไม่ยอมให้จึงเกิดการแย่งชิงแก้วมณีกัน อรชุนเทพเข้าขัดขวางจึงถูกรามสูรจับฟาดเขาพระสุเมรุตาย ผู้แสดงระบำชุดนี้นิยม
แสดงเพียง 2 ตัว รามสูรและนางเมขลาเท่านั้น การแสดงชุดนี้เป็นการแสดงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติเกี่ยวกับฟ้าร้อง- ฟ้าแลบ
พระลอตามไก่ »
พระลอตามไก่ แสดงให้เห็นลีลาท่ารำอันสง่างาม และอ่อนช้อยของการไล่ติดตามกันระหว่างพระลอกับไก่แก้ว
ฉุยฉายกิ่งไม้เงินทอง »
เป็นการรำเบิกโรง
มโนราห์บูชายัญ »
รำมโนราห์บูชายัญ เป็นการแสดงท่ารำของนางมโนราห์ ก่อนที่จะถูกบูชายัญ อันเป็นการรำที่แทรกอยู่ในละครเรื่อง มโนราห์ ฉากที่ 3 ฉากหน้าพระลาน เหมาะกับการแสดงในทุกโอกาส
กินรีร่อน »
การแสดงชุดนี้เดิมทีเดียวอยู่ในละครเรื่องมโนราห์ ซึ่งกรมศิลปากรได้เคยจัดแสดงแก่ประชาชน คุณหญิงแผ้ว สนิทวงศ์เสนี ผู้เชี่ยวชาญนาฏศิลป์ไทย ของกรมศิลปากร ได้ปรับปรุงและ
ประดิษฐ์ ท่ารำให้ประณีตสวยงาม และกะทัดรัดเหมาะแก่ผู้ชมซึ่งเป็นทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ |